อดีตนักเตะเยาวชนปีศาจแดงที่ย้ายไปมีอนาคตสดใสกับทีมในพรีเมียร์ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงเป็นสโมสรที่รักษาธรรมเนียมการใช้นักเตะเยาวชนเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้อย่างต่อเนื่อง โดยทำสถิติส่งนักเตะจากอคาเดมี่ลงสนามในทีมชุดใหญ่ติดต่อกันมากกว่า 4,000 นัด นับตั้งแต่ปี 1937 ซึ่งหลายคนกลายเป็นกำลังหลักของทีม อย่างนักเตะคลาส 92 อันโด่งดัง หรือในทีมชุดปัจจุบันก็มีมาร์คัส แรชฟอร์ด และสก็อต แม็คโทมิเนย์ เป็นขาประจำในตำแหน่งตัวจริง แต่ก็มีนักเตะเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องย้ายออกจากสโมสรไปโดยไม่มีโอกาสได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่สักครั้งทั้งที่มีฝีเท้าดี ซึ่งหลายคนกำลังโลดแล่นอยู่กับทีมในพรีเมียร์ลีกตอนนี้

ทอม ฮีตัน

ผู้รักษาประตูชาวอังกฤษ เข้าร่วมทีมเยาวชนปีศาจแดงเมื่อปี 2002 หลังจากนั้นในฤดูกาล 2006-07 เขาก็จะถูกเรียกติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกด้วยบทผู้รักษาประตูสำรองของโทมัส คุสแช็ค ในเกมพบกับอาร์เซน่อล ก่อนจะได้รับโอกาสบนซุ้มม้านั่งสำรองอีก 12 ครั้งตลอดระยะเวลา 4 ปี แต่เนื่องจากขณะนั้นทีมมีเอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ และโทมัส คุสแช็ค คอยทำหน้าที่เฝ้าเสาอยู่ ทำให้เขาโอกาสลงสนามไม่เคยหลุดมาถึงมือเขา จนเมื่อหมดสัญญาฮีตันจึงเลือกย้ายไปอยู่กับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในลีกแชมเปียนชิพ

ฮีตันได้โอกาสลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีกครั้งแรกกับเบิร์นลี่ย์ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาคือฤดูกาล 2016-17 ในเกมที่พบกับทีมเก่า ฮีตันโชว์ซูเปอร์เซฟลูกวอลเลย์จ่อ ๆ ของซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำให้ทีมเดอะคลาเรตส์ยันเสมอปีศาจแดงได้ 0-0 โดยที่ฮีตันถูกเลือกเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ จนถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในเวลาต่อมา ปัจจุบันฮีตันกลายมาเป็นมือหนึ่งของแอสตัน วิลล่าสู้ศึกพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อย

เคร็ก แคธคาร์ท

ปราการหลังดีกรีกัปตันทีมเยาวชนปีศาจแดงถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของทีมชุดใหญ่ได้ในอนาคต จนกระทั้งในปี 2007 หลังจากเนมันย่า วิดิช มีอาการบาดเจ็บ แคธคาร์ทจึงถูกเรียกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกและได้รับโอกาสทันทีบนซุ้มม้านั่งสำรองในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะโรม่าไปอย่างท่วมท้น 7-1 ซึ่งนั้นเป็นครั้งเดียวที่เขามีโอกาสใกล้เคียงกับการประเดิมสนามในนามทีมชุดใหญ่ แคธคาร์ทกลายเป็นนักเตะตัวยืมอยู่หลายปี จนกระทั่งในปี 2010 จึงเลือกย้ายไปอยู่กับแบล็กพูล ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในที่สุด

แคธคาร์ทเริ่มต้นได้ดีกับแบล็กพูล โดยนัดที่เจอกับปีศาจแดงยังโหม่งทำประตูทีมเก่าได้อีกด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจช่วยให้ต้นสังกัดอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ จนกระทั้งในปี 2014 จึงย้ายไปร่วมทีมวัตฟอร์ตและพาต้นสังกัดเลื่อนสู่เวทีพรีเมียร์ลีกได้ทันที ก่อนจะเป็นกองหลังคนสำคัญช่วยให้ทีมแตนอาละวาดอยู่รอดมา 5 ฤดูกาลติด แถมยังมีข่าวเชื่อมโยงกับต้นสังกัดเก่าอยู่เป็นระยะ

แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษเป็นนักเตะเยาวชนรุ่นเดียวกับทอม ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ ที่ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่พร้อมกันในปี 2008 แต่ดริงค์วอเตอร์กลับใช้เวลาหมดไปกับการเป็นนักเตะสัญญายืมตัวในลีกระดับรอง โดยมีโอกาสใกล้ชิดขอบสนามบนม้านั่งสำรองเพียงครั้งเดียวในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2008-09 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2012

ในฤดูกาล 2013-14 ดริงค์วอเตอร์กลายเป็นนักเตะแห่งปีของสโมสรด้วยผลงานพาทีมจิ้งจอกเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในฐานะแชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพ ก่อนจะจับคู่กับเอ็นโกโล ก็องเต้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2015-16 จนกระทั้งถูกเชลซีดึงตัวไปร่วมงานกันมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 2017 แต่ผลงานกลับไม่เป็นที่น่าพอใจเหมือนเมื่อคราวเป็นคู่หูในทีมจิ้งจอก ทำให้ดริงค์วอเตอร์ต้องกลายเป็นนักเตะตัวยืมอีกครั้งในวัย 30 ปี

ด้วยคุณภาพของทีมคู่แข่งที่พัฒนาสูงขึ้นในแต่ละปี ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำเป็นต้องเสริมทัพด้วยนักเตะพร้อมใช้งานในทุก ๆ ปี นักเตะเยาวชนจำนวนมากจึงเดินจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดไปคนแล้วคนเล่า ซึ่งก็เป็นไปตามวิถีของโลกฟุตบอลในยุคปัจจุบัน

เครดิตภาพ: https://i2-prod.mirror.co.uk/incoming/article7617708.ece/ALTERNATES/s615b/Danny-Drinkwater.jpg

ซูเปอร์สตาร์หมายเลข 10 แห่งบราซิล

บราซิลได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เล่นบอลด้วยความสวยงามตามตามสไตล์แซมบ้า นักเตะทุกตำแหน่งของทีมชาติบราซิลล้วนเปี่ยมไปด้วยทักษะและเทคนิคอันแพรวพราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะเจ้าของหมายเลข 10 ที่มักสงวนไว้ให้กับนักเตะซูเปอร์สตาร์ประจำทีมเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันตกเป็นของเมย์มาร์ โดยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเจ้าของเสื้อเบอร์ 10 แต่ละคนล้วนนำความสำเร็จมาสู่ทีมชาติอย่างไม่ว่างเว้น จนกลายเป็นชาติที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกและแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพมากที่สุด

เปเล่ เป็นนักเตะคนแรกที่ถูกจดจำในฐานะซูเปอร์สตาร์หมายเลข 10 แห่งบราซิล แถมยังถูกยกย่องให้เป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลกในยุคของตัวเอง ด้วยลีลาการลากเลื้อยและการถล่มประตู โดยนักเตะไข่มุกดำยิงประตูในนามทีมชาติทั้งสิ้น 77 ประตูจากการลงสนาม 92 นัด นับเป็นเจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของทีมเซเลเซาจนถึงปัจจุบัน โดยนำทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกถึง 3 สมัย ในปี 1958, 1962 และ 1970

ริวัลโด้ เป็นนักเตะคนต่อมาที่พาบราซิลเป็นแชมป์ด้วยเสื้อเบอร์ 10 แม้ตอนคว้าแชมป์หนแรกอย่างแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 1997 เขาจะสวมหมายเลข 20 ก็ตาม แต่หลังจากนั้นเขาก็กลายมาเป็นจอมทัพเบอร์ 10 พาทีมเซเลเซาเป็นแชมป์โคปา อเมริกา ปี 1999 และแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 2002 โดยยิงประตูให้ทีมชาติบราซิลไปทั้งสิ้น 35 ประตู จากการลงสนาม 74 นัด

หลังจากนั้นนักเตะที่สืบทอดทายาทต่อจากริวัลโด้ ได้แก่ โรนัลดินโญ่ โดยก่อนหน้านั้นเจ้าของฉายาเหยินน้อยเคยใช้หมายเลข 21 สมัยติดทีมชาติไปลุยทัวร์นาเมนต์แรกอย่างโคปา อเมริกา ปี 1999 ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมเบอร์ 11 ตะลุยศึกฟุตบอลโลก 2002 จนกระทั้งเมื่อริวัลโด้โบกมือลาทีมชาติไปโรนัลดินโญ่ก็ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของทีมแทน โดยรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมพาบราซิลเป็นแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 2005 โดยตลอดการรับใช้ทีมชาติทั้ง 97 นัด โรนัลดินโญ่สังหารไปทั้งสิ้น 33 ประตู

กาก้า กลายเป็นจอมทัพหมายเลข 10 คนต่อมาที่พาบราซิลเป็นแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 2009 หลังจากโรนัลดินโญ่ถูกเล่นงานด้วยอาการบาดเจ็บจนหลุดทีมชาติไป ซึ่งเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 2007 เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 และแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 2005 ด้วยหมายเลข 23 และ 8 ตามลำดับ โดยกาก้ายิงประตูในการรับใช้ทีมชาติทั้งสิ้น 29 ประตู จาก 92 นัดที่ลงสนาม

เนย์มาร์ คือซูเปอร์สตาร์หมายเลข 10 คนล่าสุดของบราซิล เขาลงเล่นให้ทีมชาติบราซิลนัดแรกในปี 2010 ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี ก่อนจะกลายเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมเซเลเซาชุดแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 2013 พ่วงด้วยนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์นั้น ก่อนจะสวมปอกแขนกัปตันทีมพาทีมชาติอังกฤษคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2016 ในประเทศบ้านเกิด ขณะนี้เนย์มาร์ยิงประตูให้ทีมชาติไปแล้ว 61 ประตู ตามหลังศูนย์หน้ารุ่นพี่อย่างโรนัลโด้ที่ครองตำแหน่งรองดาวซัลโวสูงสุดของทีมชาติบราซิลเพียงลูกเดียว ทำให้การทำลายสถิติการยิงประตูสูงสุดของเปเล่จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถ และน่าจะพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ได้อีกหลายรายการ

เครดิตภาพ: https://thefootballfaithful.com/wp-content/uploads/2019/11/677C968E-0946-42DE-994C-01CD5B13A34F-660×330.jpeg

เหล่านักเตะที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน

ในโลกฟุตบอลมีนักเตะชื่อดังที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางครอบครัวอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพี่น้อง อย่างพี่น้องเนวิลล์, พี่น้องตูเร่, พี่น้องอินซากี้, พี่น้องคูมัน, พี่น้องเลาว์ดรูปหรือในฐานะพ่อลูก อย่างพ่อลูกมัลดินี่, พ่อลูกครัฟฟ์, พ่อลูกชไมเคิ่ล, พ่อลูกไคลเวิร์ต, พ่อลูกบรินด์ ซึ่งทุกคนล้วนเป็นที่รู้จักอย่างดีอันเนื่องจากการใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ยังมีนักเตะที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่แฟนบอลอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดหรือเป็นญาติกันจากการใช้คนละนามสกุล

เจมส์ โรดริเกซ และ ดาวิด ออสปีน่า

เจมส์ โรดริเกซ มิดฟิลด์ตัวรุกเจ้าของแชมป์ลาลีกาและแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยเล่นให้กับเรอัล มาดริด กำลังไปได้สวยกับชีวิตใหม่ที่เยอรมันกับบาเยิร์น มิวนิค ด้วยการเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2018-19 ในขณะที่ดาวิด ออสปีน่า กำลังไล่ล่าความสำเร็จร่วมกับนาโปลีให้ได้เช่นเดียวกับสมัยค้าแข้งกับอาร์เซน่อลในพรีเมียร์ลีก เดิมทีทั้งคู่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันจนกระทั่งเมื่อโรดริเกซตัดสินใจแต่งงานกับ ดาเนียล่า ออสปีน่า นักวอลเลย์สาวทีมชาติโคลัมเบีย และน้องสาวแท้ ๆ ของดาวิด ออสปีน่า จึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นพี่เขย-น้องเขยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งคู่ถือเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมชาติโคลัมเบีย โดยโรดริเกซสังหารประตูในนามทีมชาติไปแล้ว 22 ประตู จากการลงสนามรับใช้ชาติ 76 นัด ส่วนออสปีน่าก็เป็นผู้รักษาประตูกัปตันทีมที่ลงสนามรับใช้ชาติไปแล้ว 104 นัด รั้งอันดับสองรองจากคาลอส วันเดอราม่า ซึ่งทั้งคู่มีส่วนสำคัญช่วยให้โคลัมเบียคว้าอันดับ 3 ในศึกโคปา อเมริกา ปี 2016

เอดิน เชโก้ และ เอเมียร์ สปาฮิช

เอเมียร์ สปาฮิช ปราการหลังกัปตันทีมชาติบอสเนีย เคยเล่นให้กับหลายสโมสรชื่อดังของยุโรปทั้งเซบีย่า,ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และฮัมบูร์ก ก่อนจะแขวนสตั๊ดและส่งต่อตำแหน่งกัปตันทีมชาติให้กับ เอดิน เชโก้ ศูนย์หน้าดาวยิงที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกากับโวล์ฟสบวร์ก และแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับทีมชาติบอสเนียมากที่สุด 2 อันดับแรก โดยสปาฮิชลงเล่นไป 94 เกม ส่วนเชโก้รับใช้ชาติไปแล้ว 107 เกม โดยทั้งสองคนมีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

ทั้งเชโก้และสปาฮิช ลงเล่นร่วมกันในทีมชาติมาตั้งแต่ 2007 และเป็นส่วนสำคัญช่วยให้บอสเนียผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จ นับเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์รายการเมเจอร์เป็นครั้งแรกของทีมชาติบอสเนียอีกด้วย

เจย์-เจย์ โอโคชา และ อเล็กซ์ อิโวบี้

เจย์-เจย์ โอโคชา ถือเป็นตำนานนักเตะแห่งทีมชาติไนจีเรีย โดยเมื่อครั้งย้ายไปค้าแข้งกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกาที่มีค่าตัวแพงที่สุด ก่อนจะย้ายมาสร้างชื่อในพรีเมียร์ลีกกับโบลตัน วันเดอเรอร์ ในขณะที่อเล็กซ์ อิโวบี้ ก้าวจากทีมเยาวชนของอาร์เซน่อลสู่ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ และยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมปืนใหญ่ชุดคว้าแชมป์เอฟเอคัพ 2016-17 หลายครั้งที่อิโวบี้มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับโอโคชาสมัยเล่นให้กับโบลตันทั้งที่ทั้งคู่เล่นกันคนละตำแหน่ง โดยหลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโอโคชาเป็นลุงของเขา เนื่องจากพ่อของอิโวบี้เป็นน้องชายแท้ๆ ของโอโคชานั้นเอง

แม้ปัจจุบันโอโคชาจะอำลาวงการฟุตบอลไปแล้ว แต่สำหรับอิโวบี้นั้นเพิ่งจะย้ายไปหาความท้าทายใหม่กับเอฟเวอร์ตันและกำลังสร้างความสำเร็จร่วมกับทีมอินทรีมรกตเช่นเดียวกับผู้เป็นลุง

เครดิตภาพ: https://cdn.images.express.co.uk/img/dynamic/67/590x/secondary/James-Rodriguez-Transfer-Manchester-United-Arsenal-Real-Madrid-905585.jpg

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ผู้นำทีมปีศาจแดงทั้งในสนามและนอกสนาม

แม้จะเพิ่งรับตำแหน่งกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ไม่นาน แต่แฮร์รี่ แม็คไกวร์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่มีอยู่เต็มเปี่ยมทั้งในและนอกสนาม โดยหลังจากย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวมหาศาลปราการหลังทีมชาติอังกฤษได้ช่วยยกระดับแนวรับปีศาจแดงให้กลับมาแข็งแกร่งในทันที อีกทั้งยังคอยปลุกเร้าลูกทีมทั้งยามลงสนามและในห้องแต่งตัว ล่าสุดในช่วงที่ฟุตบอลถูกล็อคดาวน์ด้วยโรคระบาด แม็คไกวร์ก็ยังแสดงทัศนคติอันมุ่งมั่นที่ทำให้แฟนผีคาดหวังถึงความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

“พวกเราไม่ได้ต้องการแค่ลุ้นพื้นที่ไปแชมเปี้ยนส์ลีก แต่เราต้องการสู้เพื่อเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก” นี่คือคำพูดที่แม็คไกวร์เอ่ยกับสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่างสกายสปอร์ต อันแสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอแห่งการเป็นกัปตันทีมปีศาจแดงที่ต้องมองถึงการเป็นแชมป์ในทุกปี แทนที่จะมุ่งหวังแค่ติด Top 4 เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พลพรรคเรด อาร์มี่ไม่ได้เห็นมาหลายปีจากผู้ที่เป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในช่วงที่แม็คไกวร์ย้ายเข้ามา เป็นเวลาเดียวกับการย้ายออกจากทีมไปของกัปตันวาเลนเซียพอดี ขณะนั้นโอเล่ กุนนาร์ โซชาได้เลือกแอชลีย์ ยัง ที่มีอาวุโสสูงสุดในทีมขึ้นรับตำแหน่งกัปตันทีมคนต่อไป โดยนัดไหนที่กัปตันยังไม่ได้ลงทำหน้าที่ปอกแขนก็จะถูกส่งต่อไปให้นักเตะหลายคน ซึ่งในนั้นมีแม็คไกวร์รวมอยู่ด้วย โดยหลังจากที่กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกได้สวมบทกัปตันทีมชั่วคราวครั้งแรก กุนซือชาวนอร์เวย์ได้ให้การชื่นชมว่า “แฮร์รี่มีคุณสมบัติของการเป็นกัปตัน เขาย้ายเข้ามาและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในห้องแต่งตัวและในสนาม เขาสามารถเป็นกัปตันทีมในระยะยาวได้”

จนกระทั่งเมื่อกัปตันยังตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลานในช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาว กุนซือสายเลือดไวกิ้งได้เลือกให้แม็กไกวร์รับหน้าที่กัปตันทีมคนใหม่ทั้งที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมได้ไม่ถึงปี โดยโซลาได้อธิบายถึงการตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาแสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้นำของทีม ดังนั้นแม็คไกวร์จะได้สวมปอกแขนกัปตันทีมตั้งแต่นี้เป็นต้นไป” ซึ่งหลังจากรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปราการหลังจอมแกร่งก็ฉายแววการเป็นผู้นำทีมสู่ชัยชนะทันที โดยคอยสั่งการและกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมตลอดทั้งเกม แถมยังขึ้นมาทำประตูให้ทีมได้อีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดห่างหายจากการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 7 ฤดูกาล ถือเป็นช่วงเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งลีกมา โดยกัปตันทีมคนสุดท้ายที่นำขุนพลปีศาจแดงชูถ้วยแชมป์คือ เนมานย่า วิดิช ในฤดูกาลสุดท้ายของการเป็นเป็นกุนซือของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

การแต่งตั้งแม็คไกวร์เป็นกัปตันทีมถือเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของโซลชา หลายครั้งที่กัปตันแม็คไกวร์แสดงออกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ชนะ อันเป็นเครื่องหมายการค้าของกัปตันปีศาจแดงมาตั้งแต่อดีต โดยปีศาจแดงกำลังเดินมาถูกทางแล้วทั้งเรื่องการแต่งตั้งผู้นำและการพัฒนาคุณภาพนักเตะ ซึ่งเป็นหนทางนำพวกเขาไปสู่แชมป์อีกครั้ง

เครดิตภาพ: https://i2.wp.com/www.busybuddiesng.com/wp-content/uploads/2020/01/Harry-Maguire-Utd.jpg

ติโม แวร์เนอร์ ศูนย์หน้าความหวังใหม่แห่งกองทัพอินทรีเหล็ก

นับตั้งแต่มิโรสลาฟ โคลเซ่ อำลาทีมชาติเยอรมันไปหลังจากพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 อย่างยิ่งใหญ่ที่ประเทศบราซิล กองทัพอินทรีเหล็กก็ยังไม่อาจหาใครขึ้นมารับหน้าที่กองหน้าตัวเป้าคอยผลิตสกอร์อย่างเป็นกอบเป็นกำได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นมาริโอ เกิทเซ่, มาริโอ โกเมซ, เควิน วอลแลน หรือซานโดร วากเนอร์ ล้วนเป็นศูนย์หน้าที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จนกระทั่งมาถึงยุคของ ติโม แวร์เนอร์ กองทัพอินทรีเหล็กจึงมีความหวังในการยิงประตูขึ้นมาอีกครั้ง

ติโม แวร์เนอร์ ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของเพชฌฆาต เขามีทั้งความเร็ว ความคมในการจบสกอร์ แถมยังหาพื้นที่ว่างได้เก่ง และมักจะพาตัวเองไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมันคนอื่น กองหน้าจากเมืองสตุ๊ดการ์ทถูกเรียกตัวติดทีมชาติเยอรมันระดับเยาวชนตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปจนถึงชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี โดยยิงประตูไปทั้งสิ้น 34 ประตู จาก 48 นัด จนกระทั่งในปี 2017 เขาจึงได้รับโอกาสประเดิมสนามให้กับทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติอังกฤษด้วยการลงเป็นตัวจริง จากนั้นแวร์เนอร์ก็กลายเป็นศูนย์หน้าตัวหลักของทีมชาติเยอรมันด้วยวัยเพียง 20 ปี และเพียงปีแรกกองหน้าดาวรุ่งก็พาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพได้สำเร็จ โดยแวร์เนอร์ยิงไปทั้งหมด 3 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมประจำทัวร์นาเมนต์ น่าเสียดายที่ปีถัดมาในศึกฟุตบอลโลก 2018 แวร์เนอร์กลับหลุดฟอร์มยิงไม่ได้สักประตู จนเป็นผลให้ทีมชาติเยอรมันต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเพียงรอบแบ่งกลุ่ม นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1938

ปัจจุบันศูนย์หน้าเมืองเบียร์เล่นให้กับทีมแอร์เบ ไลป์ซิก ในศึกบุนเดสลีกา โดยตลอด 4 ฤดูกาลที่ผ่านมาเขายิงให้ต้นสังกัดไปแล้ว 88 ประตู หากนับเฉพาะฤดูกาล 2019-20 ดาวยิงทีมชาติเยอรมันสังหารไปแล้ว 27 ประตู จากการลงสนามทุกรายการ 36 นัด ซึ่งแวร์เนอร์ไม่ได้เป็นแค่จอมถล่มประตูเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างสรรค์โอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้อีกด้วยจากการเก็บไป 12 แอสซิสต์ แถมในเกมพบกับไมนซ์เขายังยิง 3 จ่าย 3 ช่วยให้ไลป์ซิกเอาชนะไปอย่างท้วมท้น 8-0

ด้วยฟอร์มอันโดดเด่นกับไลป์ซิกทำให้มีหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต้องการได้ตัวดาวยิงทีมอินทรีเหล็กไปร่วมทีม แต่ทีมที่ดูจะมีภาษีดีที่สุดคงจะเป็นลิเวอร์พูลภายใต้การบังคับบัญชาของเจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งตัวของแวร์เนอร์นั้นชื่นชอบการคุมทีมของเทรนเนอร์ชาวเยอรมันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งหากแวร์เนอร์ได้รับการเคี่ยวกรำจากคล็อปป์อย่างใกล้ชิดจช่วยทำให้เขามีโอกาสก้าวไปเป็นศูนย์หน้าระดับโลกเช่นเดียวกับโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศิษย์ก้นกุฏิเมื่อสมัยคุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งตัวแวร์เนอร์และทีมชาติเยอรมันนั้นเอง

เครดิตภาพ: https://www.thisisanfield.com/wp-content/uploads/2018-06-17-175-Germany_Mexico.jpg

“อัลฟอนโซ่ เดวิส” แบ็กซ้ายดาวโรจน์แห่งทีมเสือใต้ ผู้แจ้งเกิดจากสถานการณ์วิกฤต

การจะได้ลงเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างบาเยิร์น มิวนิค นอกจากฝีเท้าต้องดีแล้ว โชคชะตาก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ เพราะโอกาสที่วิ่งเข้ามาในยามที่ทีมกำลังเผชิญกับวิกฤต ส่งผลให้นักเตะกำลังเสริมอย่าง “อัลฟอนโซ่ เดวิส” กลายมาเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมในเวลาอันรวดเร็ว

อัลฟอนโซ่ เดวิส เพิ่งย้ายมาจากแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ ในเมเจอร์ลีก ช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวเมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัว 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักเตะชาวแคนาดาวัย 18 ปีกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของลีกสหรัฐ โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นนักเตะที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป จากการเป็นนักเตะทีมชาติแคนาดาที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัย 16 ปี และนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 ของเมเจอร์ลีก แถมยังมีชื่อเป็น 60 นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการฟุตบอลอีกด้วย

เดิมทีเดวิสเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ซึ่งปัจจุบันในทีมบาเยิร์น มิวนิคมี คิงส์ลี่ย์ โคลแมน ปีกทีมชาติฝรั่งเศสเป็นเจ้าของสัมปทานตำแหน่งตัวจริง ส่งผลให้ในช่วงแรกเดวิสจึงได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกมเท่านั้น จนกระทั้งช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 บาเยิร์น มิวนิคต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก เริ่มจากนิคลาส ซูเล ปราการหลังทีมชาติเยอรมันที่บาดเจ็บเข่าจนหมดสิทธิลงสนามทั้งฤดูกาล ตามมาด้วยลูคัส เอร์นันเดซ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่บาดเจ็บหนักบริเวณข้อเท้า จนทำให้แบ็กซ้ายอย่างดาวิด อลาบา ต้องหุบเข้ามายืนตรงกลางคู่กับเจโรม บัวเต็ง ทำให้เดวิสได้รับโอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงของทีมเสือใต้

เดวิส เป็นนักเตะที่มีความเร็วจัดจ้าน มีความคล่องตัวสูง และเคลื่อนที่ไปกับบอลได้ดี เมื่อได้รับโอกาสให้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายเขาจึงกลายเป็นแบ็กจอมบุกที่เติมเกมได้อย่างดุดัน และสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้บ่อยครั้ง โดยนับตั้งแต่โยกมาเล่นเป็นฟูลแบ็กด้านซ้าย เดวิสก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องถึง 24 นัด และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทุกนัด ด้วยการเก็บไปทั้งสิ้น 7 แอสซิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก เดวิสสร้างปัญหาให้กับแนวรับเชลซีตลอดทั้งเกม ก่อนจะจ่ายให้โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ทีมเสือใต้เอาชนะทีมสิงโตน้ำเงินครามไปอย่างท่วมท้น 3-0 สร้างความปิติให้แฟนในสนาม และสร้างรายได้ให้กับแฟน ๆ ที่วางเดิมพันไปแบบเต็มกระเป๋า

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งในศึกบุนเดสลีกาและศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนสื่อหลายแห่งยกย่องเดวิสให้เป็นแบ็กซ้ายดาวรุ่งยอดเยี่ยมเคียงคู่กับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมบุกของลิเวอร์พูล ทำให้บาเยิร์น มิวนิคต้องตัดสินใจขยายสัญญาฉบับใหม่ออกไปจนถึงปี 2025 เพื่อตอบแทนผลงานในสนามและกันท่าบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมีข่าวสนใจดาวรุ่งทีมชาติแคนาดามากขึ้น

เครดิตภาพ: https://images.daznservices.com/di/library/GOAL/d0/53/alphonso-davies-bayern-munich-2019-20_1du6c30bfnye91ijs02pb62wfg.jpg

นักเตะเยาวชนบาร์เซโลน่าที่ไปได้ดีในศึกพรีเมียร์ลีก

ศูนย์ฝึกนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลามาเซีย” เป็นสถานที่บ่มเพาะนักเตะเยาวชนจนก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรีส อิเนียสต้า และชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งทั้ง 3 คนถูกเสนอชื่อเป็นนักเตะ 3 คนสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก หรือฟีฟ่าบัลลงดอร์ เมื่อปี 2010 แต่ในความเป็นจริงมีนักเตะจากลามาเซียจำนวนน้อยมากที่ถูกเลือกให้ลงเล่นในถิ่นคัมป์ นู นักเตะเยาวชนส่วนใหญ่จึงมักออกไปอยู่กับสโมสรอื่นหรือลีกอื่นเพื่อโอกาสในการลงสนาม ซึ่งพรีเมียร์ลีกถือเป็นอีกหนึ่งแห่งที่เหล่านักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าเลือกย้ายมาพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นนักเตะชื่อดัง

เชส ฟาเบรกัส

ฟาเบรกัส เข้าร่วมทีมเยาวชนของบาร์ซ่าตั้งแต่อายุ 10 ขวบด้วยการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยโอกาสที่จำกัดในการลงสนามทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมอาร์เซน่อลในปี 2003 และกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้ทีมปืนใหญ่ ด้วยวัย 16 ปี กับอีก 177 วัน ซึ่งอาร์แซน เวนเกอร์เป็นผู้ปรับตำแหน่งมาเป็นเพลย์เมกเกอร์จนทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ จนกระทั่งในปี 2011 ฟาเบรกัสย้ายกลับไปอยู่กับบาร์เซโลน่า แต่หลังจากผ่านไป 3 ฤดูกาลมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนก็ย้ายกลับอังกฤษอีกครั้ง และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับเชลซีถึง 2 สมัย โดยฟาเบรกัสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนไปทั้งสิ้น 350 นัด และยิงรวมกันไป 50 ประตู ถือได้ว่าเป็นอีกคนที่หากได้ลงเล่นเมื่อไร นักพนันทั้งหลายก็พร้อมเทใจให้ เพราะฝีมือเชื่อขนมกินได้

เอคตอร์ เบเยริน

เบเยริน เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าในปี 2003 ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมเยาวชนอาร์เซน่อลในช่วงซัมเมอร์ปี 2011 และสามารถยึดตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของทีมปืนใหญ่ได้ในช่วงปลายฤดูกาล 2014-15 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เบเยรินขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นแบ็กจอมบุก โดยตลอด 6 ซีซั่นแบ็กชาวสเปนลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 151 เกม ยิงคู่แข่งไป 7 ประตู และจ่ายให้เพื่อนทำประตูไปถึง 18 ซึ่งช่วงหลังเขามักมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนจนพลาดลงสนามช่วยทีมอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันเบเยรินถูกเลือกให้เป็นรองกัปตันทีมอาร์เซน่อล และมีสัญญาอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2022

อดามา ตราโอเร่

ตราโอเร่ เป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนบาร์เซโลน่าตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ด้วยการเปลี่ยนตัวแทนเนย์มาร์ เมื่อปี 2013 ซึ่งนับเป็นนัดแรกและนัดเดียวในศึกลาลีกา เมื่อไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ตราโอเร่จึงเลือกย้ายไปร่วมทีมแอสตัน วิลล่า ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมิดเดิลสโบรช์ จนกระทั้งพัฒนาฝีเท้ามาเป็นปีกจอมพลังกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ตราโอเล่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งมาฟิตร่างกายจนบึกบึน ทำให้ปัจจุบันเขากลายเป็นปีกที่มีพร้อมทั้งความเร็วและความแข็งแกร่ง จนได้รับฉายาเดอะฮัล์คแห่งพรีเมียร์ลีก

ทุกวันนี้ลามาเซียยังคงผลิตนักเตะคุณภาพให้กับวงการฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบันแห่งนี้จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอคาเดมี่ที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

เครดิตภาพ: http://isasgukhem.com/wp-content/uploads/2015/10/1438082275_10.jpg

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวายอดเพลย์เมกเกอร์

“มันเหมือนการมีเควิน เดอ บรอยน์ เล่นอยู่ในตำแหน่งแบ็กขวา เขาขับเคลื่อนเกมรุกของหงส์แดงจากการเล่นในตำแหน่งนั้น เพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล ได้แก่ แบ็กขวาผู้นี้นี่เอง” นี่คือคำพูดของเจมี่ คาร์ราเกอร์ ปราการหลังระดับตำนานของลิเวอร์พูล ที่กล่าวยกย่อง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลังจากกองหลังรุ่นน้องจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 2 ครั้งในเกมพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปด้วยสกอร์ 3-2 จนได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครอง

ในเกมดังกล่าว เทรนต์เปิดบอลให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โขกประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 9 หลังจากนั้นเป็นทีมขุนค้อนที่ทำได้ดีกว่าและแซงขึ้นนำได้สำเร็จในช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้หงส์แดงต้องโหมบุกอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอจากโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะเป็นคนจ่ายให้ซาดิโอ มาเน่ ยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม โดย 2 แอสซิสต์ที่เกิดขึ้นทำให้ในฤดูกาล 2019-20 แบ็กขวาจอมบุกทำแอสซิสต์ไปแล้วทั้งสิ้น 12 ลูก เทียบเท่ากับที่เจ้าตัวเคยทำได้ทั้งฤดูกาลในซีซั่นที่แล้ว ซึ่งนับเป็นสถิติกองหลังที่ผลิตแอสซิสต์สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล นอกจากนั้นยังทำให้แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นกองหลังอายุน้อยที่สุดที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกได้ครบ 25 ครั้ง ด้วยอายุเพียง 21 ปี กับอีก 140 วัน อีกทั้งยังเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก รองจากเวย์น รูนี่ (21 ปี กับอีก 63 วัน) และเชส ฟาเบรกัส (20 ปี กับอีก 134 วัน)

ในฤดูกาลนี้ แบ็กขวาวัย 21 ปี มีสถิติการสัมผัสบอลถึง 2,983 ครั้ง ซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนใน 5 ลีกยักษ์ใหญ่ของยุโรป  แถมยังเป็นนักเตะที่เปิดบอลจากด้านข้างให้เพื่อนสำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 67 ครั้ง จากความพยายามทั้งสิ้น 313 หน โดยแอสซิสต์ทั้ง 12 ลูกที่ทำได้ เป็นรองแค่เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เกมเกอร์ทีมเรือใบสีฟ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะถูกยกให้เป็นเพลย์เมกเกอร์กของทีมทั้งที่เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็ก ซึ่งการเปิดบอลจากด้านข้างของแบ็กขวาชาวสเก๊าเซอร์ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธหนักที่ลิเวอร์พูลใช้ไล่ล่าความสำเร็จมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว นอกเหนือจากความสามารถเฉพาะตัวของสามประสานในแดนหน้า

ต้องคอยลุ้นกันว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าผ่านพ้นไป แล้วพรีเมียร์ลีกกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งกับจำนวน 9 นัดที่เหลือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะยังคงรักษาฟอร์มการผลิตแอสซิสต์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะยังมีอีกหนึ่งสถิติที่รอให้แบ็กขวาทีมหงส์แดงเป็นผู้ทำลายอยู่ นั้นคือนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งเธียร์รี่ อองรี เคยทำไว้ 20 แอสซิสต์ เมื่อฤดูกาล 2002-03