เหล่านักเตะที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน

ในโลกฟุตบอลมีนักเตะชื่อดังที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางครอบครัวอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพี่น้อง อย่างพี่น้องเนวิลล์, พี่น้องตูเร่, พี่น้องอินซากี้, พี่น้องคูมัน, พี่น้องเลาว์ดรูปหรือในฐานะพ่อลูก อย่างพ่อลูกมัลดินี่, พ่อลูกครัฟฟ์, พ่อลูกชไมเคิ่ล, พ่อลูกไคลเวิร์ต, พ่อลูกบรินด์ ซึ่งทุกคนล้วนเป็นที่รู้จักอย่างดีอันเนื่องจากการใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ยังมีนักเตะที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่แฟนบอลอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดหรือเป็นญาติกันจากการใช้คนละนามสกุล

เจมส์ โรดริเกซ และ ดาวิด ออสปีน่า

เจมส์ โรดริเกซ มิดฟิลด์ตัวรุกเจ้าของแชมป์ลาลีกาและแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยเล่นให้กับเรอัล มาดริด กำลังไปได้สวยกับชีวิตใหม่ที่เยอรมันกับบาเยิร์น มิวนิค ด้วยการเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2018-19 ในขณะที่ดาวิด ออสปีน่า กำลังไล่ล่าความสำเร็จร่วมกับนาโปลีให้ได้เช่นเดียวกับสมัยค้าแข้งกับอาร์เซน่อลในพรีเมียร์ลีก เดิมทีทั้งคู่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันจนกระทั่งเมื่อโรดริเกซตัดสินใจแต่งงานกับ ดาเนียล่า ออสปีน่า นักวอลเลย์สาวทีมชาติโคลัมเบีย และน้องสาวแท้ ๆ ของดาวิด ออสปีน่า จึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นพี่เขย-น้องเขยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งคู่ถือเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมชาติโคลัมเบีย โดยโรดริเกซสังหารประตูในนามทีมชาติไปแล้ว 22 ประตู จากการลงสนามรับใช้ชาติ 76 นัด ส่วนออสปีน่าก็เป็นผู้รักษาประตูกัปตันทีมที่ลงสนามรับใช้ชาติไปแล้ว 104 นัด รั้งอันดับสองรองจากคาลอส วันเดอราม่า ซึ่งทั้งคู่มีส่วนสำคัญช่วยให้โคลัมเบียคว้าอันดับ 3 ในศึกโคปา อเมริกา ปี 2016

เอดิน เชโก้ และ เอเมียร์ สปาฮิช

เอเมียร์ สปาฮิช ปราการหลังกัปตันทีมชาติบอสเนีย เคยเล่นให้กับหลายสโมสรชื่อดังของยุโรปทั้งเซบีย่า,ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และฮัมบูร์ก ก่อนจะแขวนสตั๊ดและส่งต่อตำแหน่งกัปตันทีมชาติให้กับ เอดิน เชโก้ ศูนย์หน้าดาวยิงที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกากับโวล์ฟสบวร์ก และแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับทีมชาติบอสเนียมากที่สุด 2 อันดับแรก โดยสปาฮิชลงเล่นไป 94 เกม ส่วนเชโก้รับใช้ชาติไปแล้ว 107 เกม โดยทั้งสองคนมีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

ทั้งเชโก้และสปาฮิช ลงเล่นร่วมกันในทีมชาติมาตั้งแต่ 2007 และเป็นส่วนสำคัญช่วยให้บอสเนียผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จ นับเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์รายการเมเจอร์เป็นครั้งแรกของทีมชาติบอสเนียอีกด้วย

เจย์-เจย์ โอโคชา และ อเล็กซ์ อิโวบี้

เจย์-เจย์ โอโคชา ถือเป็นตำนานนักเตะแห่งทีมชาติไนจีเรีย โดยเมื่อครั้งย้ายไปค้าแข้งกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกาที่มีค่าตัวแพงที่สุด ก่อนจะย้ายมาสร้างชื่อในพรีเมียร์ลีกกับโบลตัน วันเดอเรอร์ ในขณะที่อเล็กซ์ อิโวบี้ ก้าวจากทีมเยาวชนของอาร์เซน่อลสู่ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ และยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมปืนใหญ่ชุดคว้าแชมป์เอฟเอคัพ 2016-17 หลายครั้งที่อิโวบี้มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับโอโคชาสมัยเล่นให้กับโบลตันทั้งที่ทั้งคู่เล่นกันคนละตำแหน่ง โดยหลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโอโคชาเป็นลุงของเขา เนื่องจากพ่อของอิโวบี้เป็นน้องชายแท้ๆ ของโอโคชานั้นเอง

แม้ปัจจุบันโอโคชาจะอำลาวงการฟุตบอลไปแล้ว แต่สำหรับอิโวบี้นั้นเพิ่งจะย้ายไปหาความท้าทายใหม่กับเอฟเวอร์ตันและกำลังสร้างความสำเร็จร่วมกับทีมอินทรีมรกตเช่นเดียวกับผู้เป็นลุง

เครดิตภาพ: https://cdn.images.express.co.uk/img/dynamic/67/590x/secondary/James-Rodriguez-Transfer-Manchester-United-Arsenal-Real-Madrid-905585.jpg

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ผู้นำทีมปีศาจแดงทั้งในสนามและนอกสนาม

แม้จะเพิ่งรับตำแหน่งกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ไม่นาน แต่แฮร์รี่ แม็คไกวร์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่มีอยู่เต็มเปี่ยมทั้งในและนอกสนาม โดยหลังจากย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวมหาศาลปราการหลังทีมชาติอังกฤษได้ช่วยยกระดับแนวรับปีศาจแดงให้กลับมาแข็งแกร่งในทันที อีกทั้งยังคอยปลุกเร้าลูกทีมทั้งยามลงสนามและในห้องแต่งตัว ล่าสุดในช่วงที่ฟุตบอลถูกล็อคดาวน์ด้วยโรคระบาด แม็คไกวร์ก็ยังแสดงทัศนคติอันมุ่งมั่นที่ทำให้แฟนผีคาดหวังถึงความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

“พวกเราไม่ได้ต้องการแค่ลุ้นพื้นที่ไปแชมเปี้ยนส์ลีก แต่เราต้องการสู้เพื่อเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก” นี่คือคำพูดที่แม็คไกวร์เอ่ยกับสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่างสกายสปอร์ต อันแสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอแห่งการเป็นกัปตันทีมปีศาจแดงที่ต้องมองถึงการเป็นแชมป์ในทุกปี แทนที่จะมุ่งหวังแค่ติด Top 4 เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พลพรรคเรด อาร์มี่ไม่ได้เห็นมาหลายปีจากผู้ที่เป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในช่วงที่แม็คไกวร์ย้ายเข้ามา เป็นเวลาเดียวกับการย้ายออกจากทีมไปของกัปตันวาเลนเซียพอดี ขณะนั้นโอเล่ กุนนาร์ โซชาได้เลือกแอชลีย์ ยัง ที่มีอาวุโสสูงสุดในทีมขึ้นรับตำแหน่งกัปตันทีมคนต่อไป โดยนัดไหนที่กัปตันยังไม่ได้ลงทำหน้าที่ปอกแขนก็จะถูกส่งต่อไปให้นักเตะหลายคน ซึ่งในนั้นมีแม็คไกวร์รวมอยู่ด้วย โดยหลังจากที่กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกได้สวมบทกัปตันทีมชั่วคราวครั้งแรก กุนซือชาวนอร์เวย์ได้ให้การชื่นชมว่า “แฮร์รี่มีคุณสมบัติของการเป็นกัปตัน เขาย้ายเข้ามาและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในห้องแต่งตัวและในสนาม เขาสามารถเป็นกัปตันทีมในระยะยาวได้”

จนกระทั่งเมื่อกัปตันยังตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลานในช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาว กุนซือสายเลือดไวกิ้งได้เลือกให้แม็กไกวร์รับหน้าที่กัปตันทีมคนใหม่ทั้งที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมได้ไม่ถึงปี โดยโซลาได้อธิบายถึงการตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาแสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้นำของทีม ดังนั้นแม็คไกวร์จะได้สวมปอกแขนกัปตันทีมตั้งแต่นี้เป็นต้นไป” ซึ่งหลังจากรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปราการหลังจอมแกร่งก็ฉายแววการเป็นผู้นำทีมสู่ชัยชนะทันที โดยคอยสั่งการและกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมตลอดทั้งเกม แถมยังขึ้นมาทำประตูให้ทีมได้อีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดห่างหายจากการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง 7 ฤดูกาล ถือเป็นช่วงเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งลีกมา โดยกัปตันทีมคนสุดท้ายที่นำขุนพลปีศาจแดงชูถ้วยแชมป์คือ เนมานย่า วิดิช ในฤดูกาลสุดท้ายของการเป็นเป็นกุนซือของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

การแต่งตั้งแม็คไกวร์เป็นกัปตันทีมถือเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของโซลชา หลายครั้งที่กัปตันแม็คไกวร์แสดงออกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ชนะ อันเป็นเครื่องหมายการค้าของกัปตันปีศาจแดงมาตั้งแต่อดีต โดยปีศาจแดงกำลังเดินมาถูกทางแล้วทั้งเรื่องการแต่งตั้งผู้นำและการพัฒนาคุณภาพนักเตะ ซึ่งเป็นหนทางนำพวกเขาไปสู่แชมป์อีกครั้ง

เครดิตภาพ: https://i2.wp.com/www.busybuddiesng.com/wp-content/uploads/2020/01/Harry-Maguire-Utd.jpg

ติโม แวร์เนอร์ ศูนย์หน้าความหวังใหม่แห่งกองทัพอินทรีเหล็ก

นับตั้งแต่มิโรสลาฟ โคลเซ่ อำลาทีมชาติเยอรมันไปหลังจากพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 อย่างยิ่งใหญ่ที่ประเทศบราซิล กองทัพอินทรีเหล็กก็ยังไม่อาจหาใครขึ้นมารับหน้าที่กองหน้าตัวเป้าคอยผลิตสกอร์อย่างเป็นกอบเป็นกำได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นมาริโอ เกิทเซ่, มาริโอ โกเมซ, เควิน วอลแลน หรือซานโดร วากเนอร์ ล้วนเป็นศูนย์หน้าที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จนกระทั่งมาถึงยุคของ ติโม แวร์เนอร์ กองทัพอินทรีเหล็กจึงมีความหวังในการยิงประตูขึ้นมาอีกครั้ง

ติโม แวร์เนอร์ ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของเพชฌฆาต เขามีทั้งความเร็ว ความคมในการจบสกอร์ แถมยังหาพื้นที่ว่างได้เก่ง และมักจะพาตัวเองไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมันคนอื่น กองหน้าจากเมืองสตุ๊ดการ์ทถูกเรียกตัวติดทีมชาติเยอรมันระดับเยาวชนตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปจนถึงชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี โดยยิงประตูไปทั้งสิ้น 34 ประตู จาก 48 นัด จนกระทั่งในปี 2017 เขาจึงได้รับโอกาสประเดิมสนามให้กับทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติอังกฤษด้วยการลงเป็นตัวจริง จากนั้นแวร์เนอร์ก็กลายเป็นศูนย์หน้าตัวหลักของทีมชาติเยอรมันด้วยวัยเพียง 20 ปี และเพียงปีแรกกองหน้าดาวรุ่งก็พาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพได้สำเร็จ โดยแวร์เนอร์ยิงไปทั้งหมด 3 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมประจำทัวร์นาเมนต์ น่าเสียดายที่ปีถัดมาในศึกฟุตบอลโลก 2018 แวร์เนอร์กลับหลุดฟอร์มยิงไม่ได้สักประตู จนเป็นผลให้ทีมชาติเยอรมันต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเพียงรอบแบ่งกลุ่ม นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1938

ปัจจุบันศูนย์หน้าเมืองเบียร์เล่นให้กับทีมแอร์เบ ไลป์ซิก ในศึกบุนเดสลีกา โดยตลอด 4 ฤดูกาลที่ผ่านมาเขายิงให้ต้นสังกัดไปแล้ว 88 ประตู หากนับเฉพาะฤดูกาล 2019-20 ดาวยิงทีมชาติเยอรมันสังหารไปแล้ว 27 ประตู จากการลงสนามทุกรายการ 36 นัด ซึ่งแวร์เนอร์ไม่ได้เป็นแค่จอมถล่มประตูเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างสรรค์โอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้อีกด้วยจากการเก็บไป 12 แอสซิสต์ แถมในเกมพบกับไมนซ์เขายังยิง 3 จ่าย 3 ช่วยให้ไลป์ซิกเอาชนะไปอย่างท้วมท้น 8-0

ด้วยฟอร์มอันโดดเด่นกับไลป์ซิกทำให้มีหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต้องการได้ตัวดาวยิงทีมอินทรีเหล็กไปร่วมทีม แต่ทีมที่ดูจะมีภาษีดีที่สุดคงจะเป็นลิเวอร์พูลภายใต้การบังคับบัญชาของเจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งตัวของแวร์เนอร์นั้นชื่นชอบการคุมทีมของเทรนเนอร์ชาวเยอรมันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งหากแวร์เนอร์ได้รับการเคี่ยวกรำจากคล็อปป์อย่างใกล้ชิดจช่วยทำให้เขามีโอกาสก้าวไปเป็นศูนย์หน้าระดับโลกเช่นเดียวกับโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศิษย์ก้นกุฏิเมื่อสมัยคุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งตัวแวร์เนอร์และทีมชาติเยอรมันนั้นเอง

เครดิตภาพ: https://www.thisisanfield.com/wp-content/uploads/2018-06-17-175-Germany_Mexico.jpg

“อัลฟอนโซ่ เดวิส” แบ็กซ้ายดาวโรจน์แห่งทีมเสือใต้ ผู้แจ้งเกิดจากสถานการณ์วิกฤต

การจะได้ลงเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างบาเยิร์น มิวนิค นอกจากฝีเท้าต้องดีแล้ว โชคชะตาก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ เพราะโอกาสที่วิ่งเข้ามาในยามที่ทีมกำลังเผชิญกับวิกฤต ส่งผลให้นักเตะกำลังเสริมอย่าง “อัลฟอนโซ่ เดวิส” กลายมาเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมในเวลาอันรวดเร็ว

อัลฟอนโซ่ เดวิส เพิ่งย้ายมาจากแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ ในเมเจอร์ลีก ช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวเมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัว 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักเตะชาวแคนาดาวัย 18 ปีกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของลีกสหรัฐ โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นนักเตะที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป จากการเป็นนักเตะทีมชาติแคนาดาที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัย 16 ปี และนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 ของเมเจอร์ลีก แถมยังมีชื่อเป็น 60 นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการฟุตบอลอีกด้วย

เดิมทีเดวิสเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ซึ่งปัจจุบันในทีมบาเยิร์น มิวนิคมี คิงส์ลี่ย์ โคลแมน ปีกทีมชาติฝรั่งเศสเป็นเจ้าของสัมปทานตำแหน่งตัวจริง ส่งผลให้ในช่วงแรกเดวิสจึงได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกมเท่านั้น จนกระทั้งช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 บาเยิร์น มิวนิคต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก เริ่มจากนิคลาส ซูเล ปราการหลังทีมชาติเยอรมันที่บาดเจ็บเข่าจนหมดสิทธิลงสนามทั้งฤดูกาล ตามมาด้วยลูคัส เอร์นันเดซ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่บาดเจ็บหนักบริเวณข้อเท้า จนทำให้แบ็กซ้ายอย่างดาวิด อลาบา ต้องหุบเข้ามายืนตรงกลางคู่กับเจโรม บัวเต็ง ทำให้เดวิสได้รับโอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงของทีมเสือใต้

เดวิส เป็นนักเตะที่มีความเร็วจัดจ้าน มีความคล่องตัวสูง และเคลื่อนที่ไปกับบอลได้ดี เมื่อได้รับโอกาสให้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายเขาจึงกลายเป็นแบ็กจอมบุกที่เติมเกมได้อย่างดุดัน และสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้บ่อยครั้ง โดยนับตั้งแต่โยกมาเล่นเป็นฟูลแบ็กด้านซ้าย เดวิสก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องถึง 24 นัด และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทุกนัด ด้วยการเก็บไปทั้งสิ้น 7 แอสซิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก เดวิสสร้างปัญหาให้กับแนวรับเชลซีตลอดทั้งเกม ก่อนจะจ่ายให้โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ทีมเสือใต้เอาชนะทีมสิงโตน้ำเงินครามไปอย่างท่วมท้น 3-0 สร้างความปิติให้แฟนในสนาม และสร้างรายได้ให้กับแฟน ๆ ที่วางเดิมพันไปแบบเต็มกระเป๋า

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งในศึกบุนเดสลีกาและศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนสื่อหลายแห่งยกย่องเดวิสให้เป็นแบ็กซ้ายดาวรุ่งยอดเยี่ยมเคียงคู่กับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมบุกของลิเวอร์พูล ทำให้บาเยิร์น มิวนิคต้องตัดสินใจขยายสัญญาฉบับใหม่ออกไปจนถึงปี 2025 เพื่อตอบแทนผลงานในสนามและกันท่าบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมีข่าวสนใจดาวรุ่งทีมชาติแคนาดามากขึ้น

เครดิตภาพ: https://images.daznservices.com/di/library/GOAL/d0/53/alphonso-davies-bayern-munich-2019-20_1du6c30bfnye91ijs02pb62wfg.jpg

นักเตะเยาวชนบาร์เซโลน่าที่ไปได้ดีในศึกพรีเมียร์ลีก

ศูนย์ฝึกนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลามาเซีย” เป็นสถานที่บ่มเพาะนักเตะเยาวชนจนก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรีส อิเนียสต้า และชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งทั้ง 3 คนถูกเสนอชื่อเป็นนักเตะ 3 คนสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก หรือฟีฟ่าบัลลงดอร์ เมื่อปี 2010 แต่ในความเป็นจริงมีนักเตะจากลามาเซียจำนวนน้อยมากที่ถูกเลือกให้ลงเล่นในถิ่นคัมป์ นู นักเตะเยาวชนส่วนใหญ่จึงมักออกไปอยู่กับสโมสรอื่นหรือลีกอื่นเพื่อโอกาสในการลงสนาม ซึ่งพรีเมียร์ลีกถือเป็นอีกหนึ่งแห่งที่เหล่านักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าเลือกย้ายมาพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นนักเตะชื่อดัง

เชส ฟาเบรกัส

ฟาเบรกัส เข้าร่วมทีมเยาวชนของบาร์ซ่าตั้งแต่อายุ 10 ขวบด้วยการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยโอกาสที่จำกัดในการลงสนามทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมอาร์เซน่อลในปี 2003 และกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้ทีมปืนใหญ่ ด้วยวัย 16 ปี กับอีก 177 วัน ซึ่งอาร์แซน เวนเกอร์เป็นผู้ปรับตำแหน่งมาเป็นเพลย์เมกเกอร์จนทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ จนกระทั่งในปี 2011 ฟาเบรกัสย้ายกลับไปอยู่กับบาร์เซโลน่า แต่หลังจากผ่านไป 3 ฤดูกาลมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนก็ย้ายกลับอังกฤษอีกครั้ง และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับเชลซีถึง 2 สมัย โดยฟาเบรกัสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนไปทั้งสิ้น 350 นัด และยิงรวมกันไป 50 ประตู ถือได้ว่าเป็นอีกคนที่หากได้ลงเล่นเมื่อไร นักพนันทั้งหลายก็พร้อมเทใจให้ เพราะฝีมือเชื่อขนมกินได้

เอคตอร์ เบเยริน

เบเยริน เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าในปี 2003 ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมเยาวชนอาร์เซน่อลในช่วงซัมเมอร์ปี 2011 และสามารถยึดตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของทีมปืนใหญ่ได้ในช่วงปลายฤดูกาล 2014-15 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เบเยรินขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นแบ็กจอมบุก โดยตลอด 6 ซีซั่นแบ็กชาวสเปนลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 151 เกม ยิงคู่แข่งไป 7 ประตู และจ่ายให้เพื่อนทำประตูไปถึง 18 ซึ่งช่วงหลังเขามักมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนจนพลาดลงสนามช่วยทีมอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันเบเยรินถูกเลือกให้เป็นรองกัปตันทีมอาร์เซน่อล และมีสัญญาอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2022

อดามา ตราโอเร่

ตราโอเร่ เป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนบาร์เซโลน่าตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ด้วยการเปลี่ยนตัวแทนเนย์มาร์ เมื่อปี 2013 ซึ่งนับเป็นนัดแรกและนัดเดียวในศึกลาลีกา เมื่อไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ตราโอเร่จึงเลือกย้ายไปร่วมทีมแอสตัน วิลล่า ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมิดเดิลสโบรช์ จนกระทั้งพัฒนาฝีเท้ามาเป็นปีกจอมพลังกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ตราโอเล่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งมาฟิตร่างกายจนบึกบึน ทำให้ปัจจุบันเขากลายเป็นปีกที่มีพร้อมทั้งความเร็วและความแข็งแกร่ง จนได้รับฉายาเดอะฮัล์คแห่งพรีเมียร์ลีก

ทุกวันนี้ลามาเซียยังคงผลิตนักเตะคุณภาพให้กับวงการฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบันแห่งนี้จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอคาเดมี่ที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

เครดิตภาพ: http://isasgukhem.com/wp-content/uploads/2015/10/1438082275_10.jpg

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวายอดเพลย์เมกเกอร์

“มันเหมือนการมีเควิน เดอ บรอยน์ เล่นอยู่ในตำแหน่งแบ็กขวา เขาขับเคลื่อนเกมรุกของหงส์แดงจากการเล่นในตำแหน่งนั้น เพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล ได้แก่ แบ็กขวาผู้นี้นี่เอง” นี่คือคำพูดของเจมี่ คาร์ราเกอร์ ปราการหลังระดับตำนานของลิเวอร์พูล ที่กล่าวยกย่อง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลังจากกองหลังรุ่นน้องจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 2 ครั้งในเกมพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปด้วยสกอร์ 3-2 จนได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครอง

ในเกมดังกล่าว เทรนต์เปิดบอลให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โขกประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 9 หลังจากนั้นเป็นทีมขุนค้อนที่ทำได้ดีกว่าและแซงขึ้นนำได้สำเร็จในช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้หงส์แดงต้องโหมบุกอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอจากโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะเป็นคนจ่ายให้ซาดิโอ มาเน่ ยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม โดย 2 แอสซิสต์ที่เกิดขึ้นทำให้ในฤดูกาล 2019-20 แบ็กขวาจอมบุกทำแอสซิสต์ไปแล้วทั้งสิ้น 12 ลูก เทียบเท่ากับที่เจ้าตัวเคยทำได้ทั้งฤดูกาลในซีซั่นที่แล้ว ซึ่งนับเป็นสถิติกองหลังที่ผลิตแอสซิสต์สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล นอกจากนั้นยังทำให้แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นกองหลังอายุน้อยที่สุดที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกได้ครบ 25 ครั้ง ด้วยอายุเพียง 21 ปี กับอีก 140 วัน อีกทั้งยังเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก รองจากเวย์น รูนี่ (21 ปี กับอีก 63 วัน) และเชส ฟาเบรกัส (20 ปี กับอีก 134 วัน)

ในฤดูกาลนี้ แบ็กขวาวัย 21 ปี มีสถิติการสัมผัสบอลถึง 2,983 ครั้ง ซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนใน 5 ลีกยักษ์ใหญ่ของยุโรป  แถมยังเป็นนักเตะที่เปิดบอลจากด้านข้างให้เพื่อนสำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 67 ครั้ง จากความพยายามทั้งสิ้น 313 หน โดยแอสซิสต์ทั้ง 12 ลูกที่ทำได้ เป็นรองแค่เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เกมเกอร์ทีมเรือใบสีฟ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะถูกยกให้เป็นเพลย์เมกเกอร์กของทีมทั้งที่เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็ก ซึ่งการเปิดบอลจากด้านข้างของแบ็กขวาชาวสเก๊าเซอร์ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธหนักที่ลิเวอร์พูลใช้ไล่ล่าความสำเร็จมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว นอกเหนือจากความสามารถเฉพาะตัวของสามประสานในแดนหน้า

ต้องคอยลุ้นกันว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าผ่านพ้นไป แล้วพรีเมียร์ลีกกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งกับจำนวน 9 นัดที่เหลือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะยังคงรักษาฟอร์มการผลิตแอสซิสต์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะยังมีอีกหนึ่งสถิติที่รอให้แบ็กขวาทีมหงส์แดงเป็นผู้ทำลายอยู่ นั้นคือนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งเธียร์รี่ อองรี เคยทำไว้ 20 แอสซิสต์ เมื่อฤดูกาล 2002-03