“อัลฟอนโซ่ เดวิส” แบ็กซ้ายดาวโรจน์แห่งทีมเสือใต้ ผู้แจ้งเกิดจากสถานการณ์วิกฤต

การจะได้ลงเล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างบาเยิร์น มิวนิค นอกจากฝีเท้าต้องดีแล้ว โชคชะตาก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ เพราะโอกาสที่วิ่งเข้ามาในยามที่ทีมกำลังเผชิญกับวิกฤต ส่งผลให้นักเตะกำลังเสริมอย่าง “อัลฟอนโซ่ เดวิส” กลายมาเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมในเวลาอันรวดเร็ว

อัลฟอนโซ่ เดวิส เพิ่งย้ายมาจากแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ ในเมเจอร์ลีก ช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวเมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัว 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักเตะชาวแคนาดาวัย 18 ปีกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของลีกสหรัฐ โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นนักเตะที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป จากการเป็นนักเตะทีมชาติแคนาดาที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัย 16 ปี และนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 ของเมเจอร์ลีก แถมยังมีชื่อเป็น 60 นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการฟุตบอลอีกด้วย

เดิมทีเดวิสเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ซึ่งปัจจุบันในทีมบาเยิร์น มิวนิคมี คิงส์ลี่ย์ โคลแมน ปีกทีมชาติฝรั่งเศสเป็นเจ้าของสัมปทานตำแหน่งตัวจริง ส่งผลให้ในช่วงแรกเดวิสจึงได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกมเท่านั้น จนกระทั้งช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 บาเยิร์น มิวนิคต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก เริ่มจากนิคลาส ซูเล ปราการหลังทีมชาติเยอรมันที่บาดเจ็บเข่าจนหมดสิทธิลงสนามทั้งฤดูกาล ตามมาด้วยลูคัส เอร์นันเดซ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่บาดเจ็บหนักบริเวณข้อเท้า จนทำให้แบ็กซ้ายอย่างดาวิด อลาบา ต้องหุบเข้ามายืนตรงกลางคู่กับเจโรม บัวเต็ง ทำให้เดวิสได้รับโอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงของทีมเสือใต้

เดวิส เป็นนักเตะที่มีความเร็วจัดจ้าน มีความคล่องตัวสูง และเคลื่อนที่ไปกับบอลได้ดี เมื่อได้รับโอกาสให้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายเขาจึงกลายเป็นแบ็กจอมบุกที่เติมเกมได้อย่างดุดัน และสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้บ่อยครั้ง โดยนับตั้งแต่โยกมาเล่นเป็นฟูลแบ็กด้านซ้าย เดวิสก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องถึง 24 นัด และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทุกนัด ด้วยการเก็บไปทั้งสิ้น 7 แอสซิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก เดวิสสร้างปัญหาให้กับแนวรับเชลซีตลอดทั้งเกม ก่อนจะจ่ายให้โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยิงประตูปิดท้ายช่วยให้ทีมเสือใต้เอาชนะทีมสิงโตน้ำเงินครามไปอย่างท่วมท้น 3-0 สร้างความปิติให้แฟนในสนาม และสร้างรายได้ให้กับแฟน ๆ ที่วางเดิมพันไปแบบเต็มกระเป๋า

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งในศึกบุนเดสลีกาและศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนสื่อหลายแห่งยกย่องเดวิสให้เป็นแบ็กซ้ายดาวรุ่งยอดเยี่ยมเคียงคู่กับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมบุกของลิเวอร์พูล ทำให้บาเยิร์น มิวนิคต้องตัดสินใจขยายสัญญาฉบับใหม่ออกไปจนถึงปี 2025 เพื่อตอบแทนผลงานในสนามและกันท่าบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมีข่าวสนใจดาวรุ่งทีมชาติแคนาดามากขึ้น

เครดิตภาพ: https://images.daznservices.com/di/library/GOAL/d0/53/alphonso-davies-bayern-munich-2019-20_1du6c30bfnye91ijs02pb62wfg.jpg

นักเตะเยาวชนบาร์เซโลน่าที่ไปได้ดีในศึกพรีเมียร์ลีก

ศูนย์ฝึกนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลามาเซีย” เป็นสถานที่บ่มเพาะนักเตะเยาวชนจนก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกหลายราย ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรีส อิเนียสต้า และชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งทั้ง 3 คนถูกเสนอชื่อเป็นนักเตะ 3 คนสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก หรือฟีฟ่าบัลลงดอร์ เมื่อปี 2010 แต่ในความเป็นจริงมีนักเตะจากลามาเซียจำนวนน้อยมากที่ถูกเลือกให้ลงเล่นในถิ่นคัมป์ นู นักเตะเยาวชนส่วนใหญ่จึงมักออกไปอยู่กับสโมสรอื่นหรือลีกอื่นเพื่อโอกาสในการลงสนาม ซึ่งพรีเมียร์ลีกถือเป็นอีกหนึ่งแห่งที่เหล่านักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าเลือกย้ายมาพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นนักเตะชื่อดัง

เชส ฟาเบรกัส

ฟาเบรกัส เข้าร่วมทีมเยาวชนของบาร์ซ่าตั้งแต่อายุ 10 ขวบด้วยการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยโอกาสที่จำกัดในการลงสนามทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมอาร์เซน่อลในปี 2003 และกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้ทีมปืนใหญ่ ด้วยวัย 16 ปี กับอีก 177 วัน ซึ่งอาร์แซน เวนเกอร์เป็นผู้ปรับตำแหน่งมาเป็นเพลย์เมกเกอร์จนทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ จนกระทั่งในปี 2011 ฟาเบรกัสย้ายกลับไปอยู่กับบาร์เซโลน่า แต่หลังจากผ่านไป 3 ฤดูกาลมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนก็ย้ายกลับอังกฤษอีกครั้ง และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับเชลซีถึง 2 สมัย โดยฟาเบรกัสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนไปทั้งสิ้น 350 นัด และยิงรวมกันไป 50 ประตู ถือได้ว่าเป็นอีกคนที่หากได้ลงเล่นเมื่อไร นักพนันทั้งหลายก็พร้อมเทใจให้ เพราะฝีมือเชื่อขนมกินได้

เอคตอร์ เบเยริน

เบเยริน เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่าในปี 2003 ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมเยาวชนอาร์เซน่อลในช่วงซัมเมอร์ปี 2011 และสามารถยึดตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของทีมปืนใหญ่ได้ในช่วงปลายฤดูกาล 2014-15 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เบเยรินขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นแบ็กจอมบุก โดยตลอด 6 ซีซั่นแบ็กชาวสเปนลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 151 เกม ยิงคู่แข่งไป 7 ประตู และจ่ายให้เพื่อนทำประตูไปถึง 18 ซึ่งช่วงหลังเขามักมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนจนพลาดลงสนามช่วยทีมอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันเบเยรินถูกเลือกให้เป็นรองกัปตันทีมอาร์เซน่อล และมีสัญญาอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2022

อดามา ตราโอเร่

ตราโอเร่ เป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนบาร์เซโลน่าตั้งแต่ปี 2004 ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ด้วยการเปลี่ยนตัวแทนเนย์มาร์ เมื่อปี 2013 ซึ่งนับเป็นนัดแรกและนัดเดียวในศึกลาลีกา เมื่อไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ตราโอเร่จึงเลือกย้ายไปร่วมทีมแอสตัน วิลล่า ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมิดเดิลสโบรช์ จนกระทั้งพัฒนาฝีเท้ามาเป็นปีกจอมพลังกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ตราโอเล่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งมาฟิตร่างกายจนบึกบึน ทำให้ปัจจุบันเขากลายเป็นปีกที่มีพร้อมทั้งความเร็วและความแข็งแกร่ง จนได้รับฉายาเดอะฮัล์คแห่งพรีเมียร์ลีก

ทุกวันนี้ลามาเซียยังคงผลิตนักเตะคุณภาพให้กับวงการฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบันแห่งนี้จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอคาเดมี่ที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

เครดิตภาพ: http://isasgukhem.com/wp-content/uploads/2015/10/1438082275_10.jpg

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวายอดเพลย์เมกเกอร์

“มันเหมือนการมีเควิน เดอ บรอยน์ เล่นอยู่ในตำแหน่งแบ็กขวา เขาขับเคลื่อนเกมรุกของหงส์แดงจากการเล่นในตำแหน่งนั้น เพลย์เมกเกอร์ที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล ได้แก่ แบ็กขวาผู้นี้นี่เอง” นี่คือคำพูดของเจมี่ คาร์ราเกอร์ ปราการหลังระดับตำนานของลิเวอร์พูล ที่กล่าวยกย่อง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลังจากกองหลังรุ่นน้องจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 2 ครั้งในเกมพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปด้วยสกอร์ 3-2 จนได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครอง

ในเกมดังกล่าว เทรนต์เปิดบอลให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โขกประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 9 หลังจากนั้นเป็นทีมขุนค้อนที่ทำได้ดีกว่าและแซงขึ้นนำได้สำเร็จในช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้หงส์แดงต้องโหมบุกอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอจากโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะเป็นคนจ่ายให้ซาดิโอ มาเน่ ยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม โดย 2 แอสซิสต์ที่เกิดขึ้นทำให้ในฤดูกาล 2019-20 แบ็กขวาจอมบุกทำแอสซิสต์ไปแล้วทั้งสิ้น 12 ลูก เทียบเท่ากับที่เจ้าตัวเคยทำได้ทั้งฤดูกาลในซีซั่นที่แล้ว ซึ่งนับเป็นสถิติกองหลังที่ผลิตแอสซิสต์สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล นอกจากนั้นยังทำให้แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นกองหลังอายุน้อยที่สุดที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกได้ครบ 25 ครั้ง ด้วยอายุเพียง 21 ปี กับอีก 140 วัน อีกทั้งยังเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก รองจากเวย์น รูนี่ (21 ปี กับอีก 63 วัน) และเชส ฟาเบรกัส (20 ปี กับอีก 134 วัน)

ในฤดูกาลนี้ แบ็กขวาวัย 21 ปี มีสถิติการสัมผัสบอลถึง 2,983 ครั้ง ซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนใน 5 ลีกยักษ์ใหญ่ของยุโรป  แถมยังเป็นนักเตะที่เปิดบอลจากด้านข้างให้เพื่อนสำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 67 ครั้ง จากความพยายามทั้งสิ้น 313 หน โดยแอสซิสต์ทั้ง 12 ลูกที่ทำได้ เป็นรองแค่เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เกมเกอร์ทีมเรือใบสีฟ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะถูกยกให้เป็นเพลย์เมกเกอร์กของทีมทั้งที่เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็ก ซึ่งการเปิดบอลจากด้านข้างของแบ็กขวาชาวสเก๊าเซอร์ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธหนักที่ลิเวอร์พูลใช้ไล่ล่าความสำเร็จมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว นอกเหนือจากความสามารถเฉพาะตัวของสามประสานในแดนหน้า

ต้องคอยลุ้นกันว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าผ่านพ้นไป แล้วพรีเมียร์ลีกกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งกับจำนวน 9 นัดที่เหลือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์จะยังคงรักษาฟอร์มการผลิตแอสซิสต์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะยังมีอีกหนึ่งสถิติที่รอให้แบ็กขวาทีมหงส์แดงเป็นผู้ทำลายอยู่ นั้นคือนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งเธียร์รี่ อองรี เคยทำไว้ 20 แอสซิสต์ เมื่อฤดูกาล 2002-03